วีซ่าติดตามครอบครัวพนักงานต่างชาติ: เอกสารที่บริษัทต้องออก

เจ้าหน้าที่บริษัทถือเอกสารวีซ่าติดตามครอบครัว เดินผ่านครอบครัวพนักงานต่างชาติที่รออยู่ในล็อบบี้ออฟฟิศ

วันที่ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ของพนักงานต่างชาติออกมา ทุกคนในทีมมักคิดว่างานจบแล้ว จนอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา พนักงานคนนั้นเดินมาถามว่า “แล้วภรรยากับลูกล่ะ ต้องทำยังไง” — และคำถามนี้ก็เด้งกลับมาที่โต๊ะของบริษัท ไม่ใช่ของตัวเขาเอง

เหตุผลง่ายมาก เอกสารหลายชิ้นที่ต้องใช้ยื่นไม่ได้อยู่ในมือพนักงานเลย มันอยู่ในแฟ้มของบริษัทคุณ

คู่สมรสและบุตรของพนักงานต่างชาติที่ถือวีซ่า Non-Immigrant B และใบอนุญาตทำงานอยู่แล้ว สามารถขอ วีซ่าติดตามครอบครัว ประเภท Non-Immigrant O (Dependent Visa) เพื่ออยู่ในไทยได้ โดยครอบครัวของผู้ถือใบอนุญาตทำงานเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ยื่นขอวีซ่าประเภทนี้ได้ (K.T.K. Tour Enterprise) จุดสำคัญคือคุณสมบัติของผู้ติดตามไม่ได้ผูกกับตัวผู้ติดตามเอง แต่ผูกกับ ‘สถานะการจ้างงาน’ ของพนักงานที่บริษัทเป็นคนรับรอง


Key Takeaways
  • คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และบุตรอายุไม่เกิน 20 ปีที่ยังไม่สมรสและอาศัยอยู่ด้วยกัน คือผู้ที่ขอวีซ่าติดตามครอบครัวประเภท Non-Immigrant O ได้ (RJSS)
  • เอกสารที่บริษัทต้องออกให้คือหนังสือรับรองการจ้างงานที่ระบุเงินเดือนไม่น้อยกว่า 40,000 บาทต่อเดือน (กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ) พร้อมสำเนาใบอนุญาตทำงานของพนักงานครบทุกหน้า (K.T.K. Tour Enterprise)
  • วีซ่าเริ่มต้นเป็นแบบ single-entry อยู่ได้ 90 วัน จากนั้นต่ออายุปีละครั้ง ค่าธรรมเนียมยื่นแบบฟอร์ม TM.7 อยู่ที่ 1,900 บาทต่อคนต่อปี (JMP Visa and Translation)
  • Dependent Visa ให้สิทธิ์ ‘อยู่ในไทย’ เท่านั้น ไม่ให้สิทธิ์ทำงาน คู่สมรสหรือบุตรที่ต้องการทำงานต้องขอวีซ่า Non-Immigrant B และใบอนุญาตทำงานของตัวเองแยกต่างหาก

วีซ่าติดตามครอบครัวออกให้ใครได้บ้าง

อินโฟกราฟิกแสดง 4 เกณฑ์คุณสมบัติผู้ขอวีซ่าติดตามครอบครัวประเภท Non-O

ผู้ที่เข้าเกณฑ์มีสองกลุ่ม คือคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และบุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปี ยังไม่สมรส และอาศัยอยู่กับผู้ถือวีซ่าหลัก (RJSS) นอกจากนี้ยังต้องมีหลักฐานทางการเงินในบัญชีธนาคาร 400,000 บาทประกอบการยื่นด้วย (RJSS) ส่วนตัวพนักงานที่เป็นผู้ถือวีซ่าหลักต้องถือวีซ่า Non-Immigrant B และใบอนุญาตทำงานที่ยังมีผลอยู่

จุดที่มักสะดุดคือคำว่า ‘จดทะเบียน’ เพราะสิ่งที่ใช้พิสูจน์ความสัมพันธ์คือทะเบียนสมรสและสูติบัตร ไม่ใช่การอยู่ด้วยกันจริง คู่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานแต่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนจึงยื่นในช่องทางนี้ไม่ได้

เรื่องนี้ควรถามให้จบตั้งแต่ตอนทำสัญญาจ้าง ไม่ใช่ตอนที่ครอบครัวซื้อตั๋วเครื่องบินมาแล้ว


เอกสารชิ้นที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ในมือพนักงาน แต่อยู่ในมือบริษัท

ภาพระยะใกล้บริษัทส่งมอบสำเนาใบอนุญาตทำงานและหนังสือรับรองเงินเดือนสำหรับยื่นวีซ่าติดตามครอบครัว

หัวใจของชุดเอกสารวีซ่าติดตามครอบครัวคือ หนังสือรับรองจากบริษัทผู้ว่าจ้างที่ระบุรายละเอียดเงินเดือนไม่น้อยกว่า 40,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเอกสารบังคับตามที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กำหนดไว้สำหรับผู้ติดตามของผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant B และอีกชิ้นคือสำเนาใบอนุญาตทำงานของพนักงาน ซึ่งต้องถ่ายสำเนา ครบทุกหน้า ไม่ใช่เฉพาะหน้าแรก (K.T.K. Tour Enterprise)

ทั้งสองชิ้นนี้บริษัทเป็นคนออกและเป็นคนเก็บต้นฉบับ พนักงานทำแทนเองไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่งานวีซ่าครอบครัวไม่เคยเป็น ‘เรื่องส่วนตัวของพนักงาน’ จริง ๆ สักครั้ง

เอกสาร ใครเป็นคนออก/เตรียม จุดที่มักสะดุด
หนังสือรับรองการจ้างงานและเงินเดือน บริษัทผู้ว่าจ้าง ต้องระบุเงินเดือนไม่น้อยกว่า 40,000 บาทต่อเดือน ตามที่กรมการกงสุลกำหนด
สำเนาใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ของพนักงาน บริษัท (ถ่ายจากเล่มจริง) ต้องครบทุกหน้า ไม่ใช่แค่หน้าแรกหรือหน้าที่มีรูป
หนังสือเดินทางของผู้ติดตาม ตัวผู้ติดตาม ตรวจอายุเล่มให้เรียบร้อยก่อนเริ่มกระบวนการ
ทะเบียนสมรส / สูติบัตร ที่ผ่านการรับรอง (legalized) ตัวผู้ติดตาม เอกสารที่ออกจากต่างประเทศต้องผ่านการรับรองก่อนใช้ยื่น
หลักฐานเงินฝากในบัญชีธนาคาร 400,000 บาท ผู้ถือวีซ่าหลัก เตรียมล่วงหน้า อย่ารอให้ถึงวันนัดยื่น (RJSS)

จากตารางนี้จะเห็นว่างานถูกแบ่งกันคนละครึ่ง บริษัทรับผิดชอบฝั่งการจ้างงาน พนักงานรับผิดชอบฝั่งเอกสารส่วนตัว และเวลาที่มักเสียไปโดยไม่จำเป็นคือช่วงรอเอกสารจากต่างประเทศที่ยังไม่ผ่านการรับรอง ไม่ใช่ขั้นตอนกรอกฟอร์ม


เงิน 400,000 บาทในบัญชี กับค่าต่ออายุ 1,900 บาท คือตัวเลขที่ต้องคุยกันก่อน

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบเกณฑ์การเงิน เงินฝาก 400,000 บาท กับรายได้ 40,000 บาทต่อเดือน สำหรับวีซ่าติดตามครอบครัว

ค่าใช้จ่ายของวีซ่าติดตามครอบครัวไม่ได้จบในรอบเดียว การต่ออายุการอยู่ต่อในราชอาณาจักรด้วยแบบฟอร์ม TM.7 มีค่าธรรมเนียม 1,900 บาทต่อคนต่อปี (JMP Visa and Translation) แปลว่าพนักงานที่พาคู่สมรสและบุตรหนึ่งคนมาด้วย จะมีค่าธรรมเนียมส่วนนี้ 3,800 บาทต่อปีสำหรับผู้ติดตามสองคน และเป็นรายการที่วนกลับมาทุกๆ ปีตราบใดที่ยังทำงานอยู่ในไทย

ส่วนหลักฐานเงินฝาก 400,000 บาทในบัญชีธนาคาร (RJSS) เป็นเงื่อนไขที่ต้องเตรียมล่วงหน้า ไม่ใช่ยอดที่โอนเข้าไปวันเดียวก่อนยื่น

คำถามที่บริษัทควรตอบตัวเองให้ชัดคือ ค่าใช้จ่ายชุดนี้ใครรับผิดชอบ — บริษัท พนักงาน หรือแบ่งกัน เรื่องนี้ควรเขียนไว้ในแพ็กเกจการย้ายถิ่นฐานหรือสัญญาจ้างตั้งแต่ต้น เพราะการมาตกลงกันทีหลังตอนใบเสร็จออกแล้ว คือจุดที่ความสัมพันธ์กับพนักงานต่างชาติมักสะดุดโดยไม่จำเป็น


วีซ่าเริ่มที่ 90 วัน แล้วต่อทีละปี — เตรียมพร้อมกับ Work Permit ของพนักงานคุ้มกว่า

อินโฟกราฟิกไทม์ไลน์วีซ่าติดตามครอบครัว 90 วันแรก แล้วต่ออายุด้วย TM.7 ปีละ 1,900 บาทต่อคน

วีซ่าติดตามครอบครัวเริ่มต้นเป็นแบบ single-entry ที่ให้อยู่ได้ 90 วัน จากนั้นจึงยื่นขออยู่ต่อเป็นรายปี ปีละครั้ง (JMP Visa and Translation) แปลว่าปฏิทินของบริษัทจะมีสองชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือรอบ 90 วันแรกที่ต้องรีบจัดการ ชั้นที่สองคือรอบต่ออายุประจำปีของผู้ติดตามแต่ละคน ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกับรอบของตัวพนักงานเสมอไป

จังหวะที่ประหยัดแรงที่สุดคือช่วงที่พนักงานเพิ่งได้ใบอนุญาตทำงานใหม่ๆ เพราะตอนนั้นเอกสารฝั่งบริษัททั้งหมดยังอยู่บนโต๊ะ ทั้งหนังสือรับรองการจ้างงาน สำเนาใบอนุญาตทำงาน และข้อมูลเงินเดือนที่เพิ่งใช้ไป การเปิดเรื่องผู้ติดตามคู่ขนานไปเลยจึงเร็วกว่าการมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกสามเดือนให้หลัง ตอนที่ทุกอย่างถูกเก็บเข้าแฟ้มไปแล้ว

ถ้าอยากเห็นภาพรวมฝั่งพนักงานก่อนว่าใบอนุญาตทำงานคืออะไรและมีขั้นตอนแบบไหน อ่านต่อได้ที่ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร


Dependent Visa ไม่ให้สิทธิ์ทำงาน และนี่คือเรื่องที่ต้องพูดให้ชัดตั้งแต่วันแรก

คู่สมรสพนักงานต่างชาติที่ถือวีซ่าติดตามครอบครัว มองประกาศรับสมัครงาน สื่อว่าวีซ่านี้ไม่ให้สิทธิ์ทำงาน

จากประสบการณ์ที่เราดูแลงานนี้ ข้อจำกัดที่มักสร้างความเข้าใจผิดคือเรื่องนี้ วีซ่าติดตามครอบครัวประเภท Non-Immigrant O ให้สิทธิ์ ‘อยู่ในประเทศไทย’ เท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิ์ ‘ทำงาน’ คู่สมรสหรือบุตรที่อยากทำงานในไทยต้องขอวีซ่า Non-Immigrant B และใบอนุญาตทำงานของตัวเองแยกอีกชุด เหมือนพนักงานต่างชาติคนหนึ่งเต็มตัว คือต้องผ่านขั้นตอนที่บริษัทผู้ว่าจ้างเดินเรื่องให้ทั้งหมด นี่คือคำตอบที่เราต้องอธิบายให้ลูกค้าฟังบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่งในงานวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่เราดูแล

เราพูดเรื่องนี้ก่อนเสมอ เพราะมันเปลี่ยนการตัดสินใจของผู้สมัครจริงๆ

เหตุผลคือความเข้าใจผิดตรงนี้มีต้นทุนตามมาเสมอ ถ้าคู่สมรสวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าย้ายมาแล้วจะหางานทำต่อได้ แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งชุดผ่านนายจ้างอีกราย แผนที่วางไว้ก็ต้องรื้อ และคนที่ต้องรับคำถามชุดนั้นคือบริษัทที่เพิ่งจ้างพนักงานเข้ามา

และถ้าครอบครัวของพนักงานมีแค่คู่สมรสหนึ่งคน เอกสารทะเบียนสมรสรับรองครบแล้ว บริษัทมีทีมแอดมินที่เคยเดินเรื่องวีซ่าเองอยู่แล้ว งานชุดนี้ทำเองได้ ไม่ต้องจ้างใครก็ได้ มันจะเริ่มคุ้มที่จะส่งต่อให้คนนอกก็ต่อเมื่อผู้ติดตามมีหลายคน รอบต่ออายุของแต่ละคนไม่ตรงกัน หรือมีเอกสารที่ต้องรับรองข้ามประเทศหลายฉบับพร้อมกัน


ถ้าจะเริ่มวันนี้ ควรเริ่มจากอะไร

เริ่มจากสิ่งที่เล็กที่สุดก่อน คือถามพนักงานต่างชาติที่กำลังจะเข้าทำงานว่าจะมีใครตามมาบ้าง กี่คน อายุเท่าไหร่ และเอกสารทะเบียนสมรสหรือสูติบัตรผ่านการรับรองแล้วหรือยัง คำตอบแค่นี้บอกได้เลยว่าคุณกำลังมองงานหนึ่งรอบ หรือสามรอบที่ทยอยเข้ามาทั้งปี

ที่ Simple Outsource เราจัดการ Dependent Visa สำหรับสมาชิกครอบครัวไว้ในขอบเขตบริการเดียวกับงานวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของพนักงานหลักอยู่แล้ว เพราะทั้งสองเรื่องใช้เอกสารฝั่งบริษัทชุดเดียวกัน ถ้าอยากให้เราดูให้ว่าเคสของคุณต้องเตรียมอะไรบ้าง ทักมาคุยกันได้ที่ หน้าบริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เราจะบอกตรงๆ ว่าส่วนไหนคุณทำเองได้ และส่วนไหนที่ส่งต่อแล้วคุ้มกว่า


คำถามที่พบบ่อย

บุตรของพนักงานที่กำลังจะอายุครบ 20 ปี จะอยู่ต่อด้วยวีซ่าติดตามได้อีกไหม

เกณฑ์ผู้ติดตามที่เป็นบุตรคืออายุไม่เกิน 20 ปี ยังไม่สมรส และอาศัยอยู่กับผู้ถือวีซ่าหลัก (RJSS) ดังนั้นเมื่ออายุเกินเกณฑ์ สถานะผู้ติดตามจะไม่เข้าเงื่อนไขนี้อีกต่อไป และต้องมองหาวีซ่าประเภทที่ตรงกับสถานะของเขาเองแทน เช่น กรณีที่เข้าทำงานก็ต้องเป็นวีซ่า Non-Immigrant B พร้อมใบอนุญาตทำงานของตัวเอง บริษัทที่ดูแลพนักงานซึ่งมีบุตรอายุใกล้เกณฑ์ ควรวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบต่ออายุ

บริษัทต้องเป็นคนจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่าของครอบครัวพนักงานหรือไม่

ค่าธรรมเนียมต่ออายุการอยู่ต่อด้วยแบบฟอร์ม TM.7 อยู่ที่ 1,900 บาทต่อคนต่อปี (JMP Visa and Translation) ส่วนใครเป็นผู้รับผิดชอบไม่ใช่เรื่องของขั้นตอนราชการ แต่เป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างบริษัทกับพนักงาน จากประสบการณ์ที่เราดูแลงานนี้ให้บริษัทต่างๆ การเขียนไว้ให้ชัดในแพ็กเกจย้ายถิ่นฐานหรือสัญญาจ้างตั้งแต่ต้น ช่วยตัดการต่อรองรายปีออกไปได้ทั้งหมด

คู่สมรสที่ถือวีซ่าติดตามอยู่แล้วและอยากทำงานในไทย ต้องเริ่มจากอะไร

ต้องเริ่มจากการมีนายจ้างในไทยก่อน เพราะวีซ่าติดตามครอบครัวไม่ให้สิทธิ์ทำงาน คู่สมรสที่ต้องการทำงานต้องขอวีซ่า Non-Immigrant B และใบอนุญาตทำงานของตัวเองแยกต่างหาก โดยมีบริษัทผู้ว่าจ้างเป็นผู้ยื่นเรื่องให้ กระบวนการนี้เป็นคนละชุดกับเอกสารผู้ติดตามทั้งหมด ไม่ใช่การ ‘อัปเกรด’ จากวีซ่าเดิม

ทะเบียนสมรสหรือสูติบัตรที่ออกจากต่างประเทศ ต้องทำอะไรก่อนใช้ยื่น

ต้องผ่านการรับรองเอกสาร (legalized) ก่อนนำมาใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าติดตามครอบครัว และนี่มักเป็นขั้นตอนที่กินเวลานาน เพราะต้องดำเนินการที่ประเทศต้นทาง บริษัทที่รู้ล่วงหน้าว่าพนักงานจะพาครอบครัวมาด้วย ควรแจ้งให้เขาเริ่มเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนย้ายมาไทย แทนที่จะมารู้ตัวตอนที่ทุกอย่างอื่นพร้อมหมดแล้ว