วีซ่า Non-B คืออะไร? คู่มือเช็กสิทธิ์สำหรับนายจ้าง

นายจ้างอธิบายว่าวีซ่า non b คืออะไร ก่อนพนักงานต่างชาติเริ่มงาน

ทุกครั้งที่บริษัทตกลงรับชาวต่างชาติเข้าทำงาน นายจ้างมักเจอคำถามคลาสสิกจากพนักงานว่า “ฉันถือวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ เริ่มงานพรุ่งนี้เลยได้ไหม” หรือ “มีวีซ่าธุรกิจแล้ว แปลว่าทำสัญญาจ้างและรับเงินเดือนได้เลยใช่ไหม”

ถ้าคุณยอมให้พนักงานเข้าสู่ระบบเงินเดือนโดยที่เอกสารยังไม่ครบ นั่นหมายถึงความเสี่ยงทางกฎหมายที่บริษัทต้องแบกรับเต็มๆ การทำความเข้าใจว่าวีซ่า non b คืออะไร และมันแตกต่างจากใบอนุญาตทำงานอย่างไร จึงไม่ใช่แค่เรื่องของงานธุรการ — แต่มันคือการวางรากฐานด้านข้อกฎหมาย Compliance ที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเพิกถอนสิทธิ์ในอนาคต


Key Takeaways
  • วีซ่า Non-B คืออะไร: คือประเภทของวีซ่าที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าและพำนักในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อจุดประสงค์ในการติดต่อธุรกิจหรือรับจ้างทำงาน
  • วีซ่าไม่ใช่ใบอนุญาตทำงาน: วีซ่า Non-B เป็นเพียงด่านแรกที่ให้สิทธิ์ “อยู่” ในไทยเท่านั้น ผู้ถือวีซ่าไม่สามารถทำงานได้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
  • กฎใหม่ Thai e-Visa 2025: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป การขอวีซ่าสามารถยื่นผ่านระบบ e-Visa ได้จากทุกมุมโลก ยกเว้นการยื่นคำขอจากภายในประเทศไทย
  • การยุบรวมรหัสวีซ่าปี 2025: กรมการกงสุลจะรวมรหัสวีซ่าจาก 17 กลุ่มเหลือเพียง 7 กลุ่มในวันที่ 31 สิงหาคม 2025 เพื่อลดความซับซ้อน โดยไม่กระทบสิทธิ์ของผู้ยื่นคำขอ
  • ตรวจสิทธิ์ 2 ชั้นเสมอก่อนให้เริ่มงาน: สิทธิ์การอยู่ (ควบคุมโดยฝั่งตรวจคนเข้าเมือง) และสิทธิ์การทำงาน (ควบคุมโดยฝั่งกรมการจัดหางาน) เป็นคนละเรื่องกัน ต้องผ่านทั้งคู่

ทำไมนายจ้างต้องแยกสิทธิ์การอยู่กับสิทธิ์การทำงานให้ชัด

ปัญหาใหญ่ที่สุดเวลาขอเอกสารให้ชาวต่างชาติ คือเรามักมองว่ามันเป็นกระบวนการเดียวกัน หรือเรียกเหมารวมกันไปหมด สิ่งนี้ทำให้นายจ้างตามกระบวนการผิดพลาดและเตรียมเอกสารผิดฝั่ง เพราะหน่วยงานราชการไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลกันทั้งหมด

เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ ให้มองว่าพนักงานต่างชาติต้องมีสิทธิ์ 2 อย่างที่ต่อเนื่องกัน — ถ้าสิทธิ์แรกไม่ผ่าน สิทธิ์ที่สองก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย

สิทธิ์แรกคือ “สิทธิ์ในการพำนัก” ซึ่งควบคุมโดยตัววีซ่า มันกำหนดว่าคุณเข้ามาในไทยด้วยเหตุผลอะไร และอยู่ได้นานแค่ไหน ส่วนสิทธิ์ที่สองคือ “สิทธิ์ในการทำงาน” ซึ่งควบคุมโดยใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) มันกำหนดว่าคุณทำงานตำแหน่งอะไร ให้กับนายจ้างคนไหน และทำที่สถานที่ใด

สองสิ่งนี้ออกโดยหน่วยงานคนละแห่ง ใช้เอกสารคนละชุด และมีกฎหมายควบคุมคนละฉบับ การที่ชาวต่างชาติคนหนึ่งมีสิทธิ์พำนักอย่างถูกต้อง ไม่ได้แปลว่าเขามีสิทธิ์ทำงาน


วีซ่า non b คืออะไร และเกี่ยวกับ Work Permit อย่างไร

วีซ่า non b คืออะไร คำตอบที่ตรงที่สุดคือ วีซ่าประเภท Non-Immigrant หมวด B (Business/Work) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ข้อมูลจาก กรมการกงสุล ระบุว่าวีซ่าประเภทนี้ครอบคลุมทั้งกรณีเข้ามาเพื่อติดต่อเจรจาธุรกิจ (Business) และเข้ามาเพื่อรับจ้างทำงาน (Employment)

หากคุณรับพนักงานต่างชาติเข้ามาทำงานแบบเต็มเวลา วีซ่า Non-B คือปราการด่านแรกที่เขาต้องมีติดพาสปอร์ต โดยวีซ่า Non-B กับ Work Permit ต้องมีครบคู่กันก่อนเริ่มงานจริง ไม่ว่าจะขอฝั่งไหนก่อน

ตามข้อมูลของ กระทรวงการต่างประเทศ การยื่นขอวีซ่าประเภท B สำหรับการทำงานนั้น เอกสารประกอบจะต้องรวมถึงจดหมายรับรองจากนายจ้างในประเทศไทย และที่สำคัญคือต้องมีใบอนุญาตทำงาน หรือหนังสืออนุมัติรับคนต่างด้าวเข้าทำงานจากกรมการจัดหางาน แนบไปด้วยเสมอ

นี่แหละคือจุดที่นายจ้างหลายคนมักสับสน เพราะมันเหมือนเป็นงูกินหาง — วีซ่าต้องใช้หนังสืออนุมัติ Work Permit ส่วน Work Permit ก็ต้องการวีซ่า Non-B ซึ่งเราจะอธิบายวิธีแก้ปัญหานี้ในหัวข้อถัดไป


Work Permit ไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษ — แต่มันคือสิทธิ์การทำงานที่แท้จริง

ตารางเปรียบเทียบวีซ่า Non-B กับ Work Permit สิทธิ์พำนักและสิทธิ์ทำงาน

แม้ว่าวีซ่า Non-B และใบอนุญาตทำงานจะถูกพูดถึงคู่กันเสมอ แต่มันทำงานแยกส่วนกันโดยสิ้นเชิง ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด

มิติการเปรียบเทียบ วีซ่า Non-B (สิทธิ์พำนัก) ใบอนุญาตทำงาน / Work Permit (สิทธิ์ทำงาน)
หน้าที่หลัก อนุญาตให้เข้าและอยู่ในประเทศไทย อนุญาตให้ปฏิบัติงานได้ตามตำแหน่งและนายจ้างที่ระบุ
หน่วยงานผู้ออก สถานทูต/สถานกงสุลไทย และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน (กระทรวงแรงงาน)
สิ่งที่ควบคุม ระยะเวลาที่อยู่ได้ตามที่ระบุในวีซ่า ตำแหน่งงาน ชื่อบริษัทนายจ้าง และสถานที่ตั้งบริษัท

ถ้าพนักงานของคุณมีวีซ่า Non-B อย่างเดียว เขาจะอยู่เมืองไทยได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเนื้องานเลยแม้แต่น้อย

กฎหมายแรงงานไทยเข้มงวดเรื่องนี้มาก กระทรวงแรงงาน กำหนดชัดเจนว่า นายจ้างห้ามรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน และห้ามให้ทำงานนอกขอบเขตที่อนุญาตไว้ในสมุด Work Permit เด็ดขาด

ถ้าคุณอยากรู้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนฝั่งแรงงาน สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่ Work Permit คืออะไร และนายจ้างต้องรู้อะไรก่อนเริ่ม


เมื่อต้องจ้างพนักงานใหม่ ต้องเริ่มขอวีซ่าหรือ Work Permit ก่อน?

แผนภาพเส้นทางขอวีซ่า Non-B ก่อนหรือ Work Permit ก่อน ตามสถานะพนักงาน

ความซับซ้อนของสองสิทธิ์นี้ทำให้คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือ “สรุปแล้วต้องขออะไรก่อน?” คำตอบขึ้นอยู่กับว่าพนักงานของคุณ อยู่ที่ไหน ในวันที่บริษัทตกลงเซ็นสัญญาจ้างเข้าทำงาน

ตามเอกสารคู่มือของ กรมการจัดหางาน กฎหมายแบ่งเส้นทางออกเป็น 2 มาตราหลักๆ ที่นายจ้างต้องรู้

เส้นทางที่ 1: พนักงานยังอยู่ต่างประเทศ (ตามมาตรา 60 วรรคสอง)
ถ้านายจ้างตกลงรับพนักงานที่ยังไม่ได้บินเข้าไทย นายจ้างสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวได้เลย เมื่อกรมการจัดหางานพิจารณาผ่าน จะออกหนังสือ “แจ้งผลการพิจารณาอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงาน” (หรือที่เรียกกันว่าหนังสืออนุมัติล่วงหน้า)

จากนั้นคุณต้องส่งหนังสือฉบับนี้ไปให้พนักงาน เพื่อให้เขานำไปยื่นขอวีซ่า Non-B ที่สถานทูตไทยในประเทศของเขา พอได้วีซ่าและบินเข้าไทยแล้ว เขาถึงจะนำเอกสารมาติดต่อกรมการจัดหางานเพื่อรับสมุด Work Permit เล่มจริง

เส้นทางที่ 2: พนักงานอยู่ในไทยอยู่แล้ว (ตามมาตรา 59)
ถ้าคนต่างด้าวอยู่ในไทยอยู่แล้วด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและต้องการเปลี่ยนสถานะ หรือมีวีซ่า Non-B จากที่ทำงานเก่าแล้วต้องการเปลี่ยนนายจ้าง กรณีนี้จะเข้าข่ายมาตรา 59 ซึ่งผู้ยื่นขอใบอนุญาตทำงานคือตัวพนักงานเอง (โดยมีนายจ้างเตรียมเอกสารให้)

เส้นทางนี้จะเริ่มจากการเปลี่ยนประเภทวีซ่า หรือยกเลิกวีซ่าเดิมเพื่อขอใหม่ให้ตรงกับนายจ้างปัจจุบัน ก่อนที่จะนำวีซ่าที่อัปเดตแล้วไปทำ Work Permit ต่อไป หากคุณต้องการเจาะลึกกระบวนการนี้ สามารถดูได้ที่ นายจ้างขอ Work Permit ให้พนักงานต่างชาติอย่างไร


อัปเดตปี 2025: ระบบ Thai e-Visa และการยุบรวมรหัสวีซ่า

ระบบราชการไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และปี 2025 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบวีซ่าครั้งสำคัญ ซึ่งนายจ้างต้องติดตามให้ทันเพื่อประหยัดเวลาการดำเนินการ

ยื่น Thai e-Visa ได้จากทุกมุมโลก

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 กรมการกงสุล ได้ปรับปรุงระบบให้ผู้สมัครสามารถยื่นคำขอ Thai e-Visa ได้จากทุกแห่งทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ด้วยตัวเองอีกต่อไป

แต่มีข้อควรระวังสำคัญหนึ่งข้อ — ระบบนี้ยกเว้นการยื่นคำขอจากภายในประเทศไทย หมายความว่าถ้าพนักงานของคุณนั่งอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วต้องการยื่น e-Visa ผ่านระบบออนไลน์ เขาจะไม่สามารถทำได้ ระบบจะตรวจจับและไม่อนุญาตให้ดำเนินการ หากอยู่ในไทยแล้วต้องการขอวีซ่าใหม่ พนักงานยังคงต้องเดินทางออกนอกประเทศไปทำที่สถานทูตเพื่อนบ้าน หรือดำเนินการยื่นเอกสารรูปแบบเดิม

การยุบรวมรหัสวีซ่าเหลือ 7 กลุ่มหลัก

เพื่อลดความซับซ้อนของการแบ่งประเภทวีซ่า กรมการกงสุล ประกาศว่าจะรวมรหัส Non-Immigrant Visa จากเดิม 17 รหัส ให้เหลือเพียง 7 รหัส โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2025

แม้ประกาศฉบับนี้จะระบุว่าไม่กระทบต่อผู้ยื่นคำขอ และเป็นเพียงการจัดหมวดหมู่หลังบ้านให้เป็นระเบียบขึ้น แต่นายจ้างก็ควรเตรียมตัวอัปเดตแบบฟอร์มและเอกสารภายในบริษัทให้สอดคล้องกับรหัสใหม่เมื่อถึงเวลา เพื่อป้องกันความสับสนในการสื่อสารกับพนักงานต่างชาติ


วิธีที่ Simple Outsource อุดรอยรั่วเรื่องเอกสารให้ธุรกิจคุณ

นายจ้างตรวจเอกสารวีซ่า Non-B และ Work Permit ครบก่อนพนักงานต่างชาติเริ่มงานจริง

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามานี้ อาจดูเป็นเส้นตรงเมื่ออ่านจากระเบียบราชการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงหน้างานมักเต็มไปด้วยรายละเอียดจุกจิก ถ้าคุณจัดการเรื่องนี้เอง ทุกๆ ข้อผิดพลาดหมายถึงเวลาที่พนักงานต้องว่างงานรอเอกสาร และต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายไปฟรีๆ

ที่ Simple Outsource เราประเมินตำแหน่ง สัญชาติ โครงสร้างบริษัท และสถานะ BOI ก่อนแยกเอกสารนายจ้างกับพนักงาน จากนั้นตรวจรวม ประสานงานแปล จัดทำจดหมายประกอบ และคุมการยื่นหรือนัดหมายตามเส้นทาง

เราพร้อมบอกตรงๆ ว่าเมื่อไหร่ที่เอกสารของคุณพร้อม และเมื่อไหร่ที่ต้องกลับไปแก้โครงสร้างก่อนยื่นจริง — ทั้งหมดนี้เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของคุณจะมีทั้งสิทธิ์การอยู่และสิทธิ์การทำงานครบถ้วน พร้อมลุยงานได้ตรงตามกำหนดเวลา


วางโครงสร้างถูกตั้งแต่แรก ประหยัดต้นทุนกว่าการตามแก้ทีหลัง

การแยกให้ออกว่าวีซ่า non b คืออะไร และต่างจาก Work Permit อย่างไร คือก้าวแรกของการบริหารจัดการบุคลากรต่างชาติที่ดี เมื่อนายจ้างแยกสิทธิ์การอยู่กับสิทธิ์การทำงานออกจากกันได้ คุณจะรู้ทันทีว่าพนักงานขาดเอกสารชิ้นไหน และต้องติดต่อหน่วยงานใด

อย่าปล่อยให้เรื่องเอกสารราชการมาเป็นคอขวดในการขยายทีมของคุณ หากคุณกำลังวางแผนจ้างพนักงานต่างชาติ หรือต้องการคนช่วยไล่เอกสารทั้งสองฝั่งให้ครบก่อนยื่น ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษาและลงมือทำให้

ปรึกษาเราเรื่องวีซ่าและ Work Permit ได้ที่นี่


FAQ

Non-B แบบ business ใช้เริ่มทำงานได้ไหม?

ไม่ได้เด็ดขาด วีซ่า Non-B แบบธุรกิจ (Business) ออกมาเพื่อการเจรจาธุรกิจ ประชุม สัมมนา หรืองานนิทรรศการเท่านั้น หากต้องการนั่งทำงานประจำให้กับนายจ้าง คุณต้องขอรับ Work Permit โดยกระทรวงแรงงานกำหนดว่านายจ้างห้ามรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน

พนักงานที่ยังอยู่ต่างประเทศ นายจ้างขอ Work Permit ให้ก่อนได้ไหม หรือต้องรอให้เข้าไทยก่อน?

ขอก่อนได้ ตามมาตรา 60 วรรคสอง นายจ้างยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวที่ยังไม่ได้เข้าไทยได้เลย พอกรมการจัดหางานพิจารณาผ่านจะออกหนังสืออนุมัติล่วงหน้าให้พนักงานนำไปยื่นขอวีซ่า Non-B ต่อ

ยื่น Thai e-Visa จากในประเทศไทยได้ไหม?

ไม่ได้ ตามกฎที่ปรับปรุงตั้งแต่ 1 มกราคม 2025 ระบบ Thai e-Visa เปิดให้ยื่นได้จากทุกที่ทั่วโลก ยกเว้นการยื่นคำขอจากภายในประเทศไทย ถ้าพนักงานอยู่ในไทยแล้วต้องการขอวีซ่าใหม่ ยังต้องเดินทางออกนอกประเทศหรือใช้วิธียื่นเอกสารรูปแบบเดิม

การรวมรหัสวีซ่าปี 2025 กระทบคนที่ยื่นคำขอไปแล้วไหม?

ไม่กระทบ กรมการกงสุลระบุชัดว่าการรวมรหัส Non-Immigrant Visa จาก 17 รหัสเหลือ 7 รหัส (มีผล 31 สิงหาคม 2025) เป็นแค่การจัดหมวดหมู่หลังบ้านให้เป็นระเบียบขึ้น ไม่กระทบสิทธิ์ของผู้ยื่นคำขอ