คุณกำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติคนแรก แล้วผู้บริหารถามกลับมาประโยคเดียวว่า “ปีหนึ่งใช้เงินเท่าไหร่” พอไปหาข้อมูล ก็เจอตัวเลขตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นปนกันจนไม่รู้จะหยิบตัวเลขไหนไปใส่ในเอกสารขออนุมัติงบ ยิ่งขอใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการหลายเจ้ามาเทียบ ยิ่งงง เพราะทุกเจ้าตอบกลับมาเป็นยอดรวมก้อนเดียว ไม่มีใครแยกให้ดูว่าอะไรคือเงินที่จ่ายให้ราชการ อะไรคือค่าบริการของเขาเอง
ปัญหาจริงจึงไม่ใช่ “หาตัวเลขไม่เจอ” แต่คือ หาตัวเลขที่อธิบายที่มาได้ไม่เจอ
ค่าธรรมเนียมราชการของใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ระยะเวลา 1 ปี อยู่ที่ 3,100 บาท ประกอบด้วยค่ายื่นคำขอ 100 บาทต่อฉบับ บวกค่าใบอนุญาตทำงานสำหรับระยะเวลาเกิน 6 เดือนถึง 1 ปี อีก 3,000 บาท ตามอัตราของกระทรวงแรงงาน นี่คือตัวเลขที่คุณเอาไปวางเป็นบรรทัดแรกของงบได้เลย เพราะมันตรวจสอบย้อนกลับไปหาอัตราทางการได้ ส่วนที่เหลือในใบเสนอราคาคือของอีกสองชั้นที่เราจะแยกให้ดูในบทความนี้
Key Takeaways▾
- ค่าธรรมเนียมราชการของ Work Permit ระยะเวลา 1 ปี เท่ากับ 3,100 บาท (ค่ายื่นคำขอ 100 บาท + ค่าใบอนุญาต 3,000 บาท) ตามอัตราของกระทรวงแรงงาน
- กรณีขอ 2 ปีเต็ม คำนวณต่อจากอัตรารายปีได้เป็น 6,100 บาท (3,000 + 3,000 + ค่ายื่น 100) แต่ใบอนุญาตจะได้ 2 ปีหรือไม่ ขึ้นกับความจำเป็นของงานและคำขอ ไม่ใช่ทุกเคสได้อัตโนมัติ
- การต่ออายุใช้อัตราเดียวกับการขอใหม่ตามระยะเวลา และต้องยื่นก่อนใบเดิมหมดอายุ เพราะใบอนุญาตที่หมดอายุแล้วต่อไม่ได้ ต้องยื่นขอใหม่ทั้งหมด
- ตัวเลขในใบเสนอราคาที่สูงกว่า 3,100 บาท ไม่ได้แปลว่าแพงเกินจริง แต่แปลว่ามีอีก 2 ชั้นปนอยู่ คือค่าเตรียมเอกสารตามเคส และค่าบริการของผู้ดำเนินการ — ให้ขอแยกบรรทัดก่อนเทียบราคา
3,100 บาท มาจากไหน และทำไมต้องดูตามระยะเวลา ไม่ใช่ดูเป็นรายปี

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานไม่ได้คิดเป็น “ต่อปี” แต่คิดตาม ช่วงระยะเวลาที่ขอ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คนตั้งงบพลาดบ่อยที่สุด เพราะถ้าจ้างพนักงานสัญญาสั้น 4 เดือน คุณไม่ได้จ่ายเศษส่วนของ 3,000 บาท แต่จ่ายตามขั้นที่ระยะเวลานั้นตกอยู่
อัตราสำหรับอาชีพทั่วไป (นอกเหนือจากงานบ้านและกรรมกร) ตามกระทรวงแรงงาน เป็นดังนี้
| ระยะเวลาที่ขอ | ค่าใบอนุญาตทำงาน | รวมค่ายื่นคำขอ 100 บาท |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 3 เดือน | 750 บาท | 850 บาท |
| เกิน 3 เดือน – 6 เดือน | 1,500 บาท | 1,600 บาท |
| เกิน 6 เดือน – 1 ปี | 3,000 บาท | 3,100 บาท |
ค่ายื่นคำขอ 100 บาทต่อฉบับเป็นคนละรายการกับค่าใบอนุญาต ไม่ได้รวมอยู่ในนั้นแล้ว เวลาตั้งงบจึงต้องบวกเพิ่มเสมอ อัตราทั้งชุดนี้มีผลบังคับใช้ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2558 ซึ่งแปลว่าเป็นตัวเลขที่นิ่งมานาน ไม่ใช่ราคาที่ขยับทุกปี
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าใบอนุญาตทำงานครอบคลุมอะไรและต่างจากวีซ่าอย่างไร แนะนำให้ทำความเข้าใจว่า Work Permit คืออะไรก่อนตั้งงบ เพราะงบที่ตั้งจากความเข้าใจผิดเรื่องขอบเขต มักบานปลายตอนยื่นจริง
ถ้าขอ 2 ปีเต็ม ค่าธรรมเนียมคิดยังไง

ใบอนุญาตทำงานออกได้ไม่เกิน 2 ปีต่อครั้ง โดยขึ้นอยู่กับความจำเป็นของงานและคำขอ ตามกรมการจัดหางาน — พูดอีกแบบคือ 2 ปีเป็นเพดาน ไม่ใช่สิทธิ์อัตโนมัติที่ทุกเคสจะได้
ในทางงบประมาณ ตารางอัตราของกระทรวงแรงงานหยุดไว้ที่ขั้น “เกิน 6 เดือน – 1 ปี” ไม่ได้เขียนบรรทัดสำหรับ 2 ปีไว้แยกต่างหาก การประมาณการกรณี 2 ปีเต็มจึงเป็นการคำนวณต่อจากอัตรารายปี คือค่าใบอนุญาตปีแรก 3,000 บาท บวกปีที่สองอีก 3,000 บาท บวกค่ายื่นคำขอ 100 บาท รวมเป็น 6,100 บาท
ตัวเลขนี้เอาไปตั้งเป็นกรอบงบสูงสุดได้ แต่ต้องเขียนกำกับในเอกสารขออนุมัติว่าเป็นการคำนวณต่อจากอัตรารายปี ไม่ใช่ตัวเลขที่ประกาศไว้เป็นบรรทัดเดียว ผู้บริหารที่อ่านงบจะได้ไม่ต้องกลับมาถามซ้ำว่าไปเอาเลขนี้มาจากไหน
ตั้งงบไว้ที่กรอบสูงสุด แล้วค่อยคืนส่วนต่าง ง่ายกว่าตั้งต่ำแล้วต้องกลับไปขอเพิ่ม
ต่ออายุใช้อัตราเดียวกับขอใหม่ — และเงื่อนเวลาที่ทำให้จ่ายซ้ำโดยไม่จำเป็น

การต่ออายุใบอนุญาตทำงานใช้อัตราเดียวกับการขอใหม่ตามระยะเวลาที่ขอ ตามอัตราของกระทรวงแรงงาน แปลว่างบต่ออายุรายปีของพนักงานหนึ่งคนก็ยังอยู่ที่ 3,000 บาท บวกค่ายื่นคำขอ 100 บาท ไม่มีส่วนลดสำหรับคนเดิม
จุดที่ต้องระวังไม่ใช่ตัวเลข แต่คือกำหนดเวลา กรมการจัดหางานระบุว่าต้องยื่นคำขอต่ออายุ ก่อน ใบอนุญาตเดิมหมดอายุ เพราะใบอนุญาตที่หมดอายุแล้วต่ออายุไม่ได้ ต้องยื่นขอใหม่ทั้งกระบวนการ ซึ่งหมายถึงงบเอกสารและเวลาที่เพิ่มขึ้นทั้งชุด ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมบรรทัดเดียว
ที่ Simple Outsource เราจึงบันทึกวันหมดอายุ Work Permit ของพนักงานทุกคนไว้ในระบบ และเริ่มกระบวนการต่ออายุล่วงหน้า 60 วัน — ตัวเลข 60 วันนี้เป็นแนวปฏิบัติของเราเองเพื่อกันงานเอกสารชนกำหนด ไม่ใช่กรอบเวลาที่ราชการกำหนดไว้ ถ้าคุณดูแลเรื่องนี้เอง จะตั้งเป็นกี่วันก็ได้ ขอแค่มีคนถือปฏิทินนี้จริงๆ ไม่ใช่ฝากไว้กับความจำ
ทำไมใบเสนอราคาถึงไม่เท่ากับ 3,100 บาท

เพราะ 3,100 บาทคืองบชั้นเดียวจากทั้งหมดสามชั้น และสองชั้นที่เหลือเป็นตัวเลขที่ขึ้นกับเคสของบริษัทคุณ ไม่ใช่ราคากลางที่ใครก็ตอบได้ทันทีทางโทรศัพท์
| ชั้นของงบ | ประกอบด้วยอะไร | ตัวเลขนิ่งไหม |
|---|---|---|
| 1. ค่าธรรมเนียมราชการ | ค่ายื่นคำขอ 100 บาท + ค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา (กระทรวงแรงงาน) | นิ่ง ตรวจย้อนกลับไปหาอัตราทางการได้ |
| 2. ค่าเตรียมเอกสารตามเคส | งานแปลเอกสารและจดหมายประกอบเท่าที่จำเป็นในแต่ละเคส | ไม่นิ่ง ขึ้นกับสัญชาติพนักงานและเอกสารที่มีอยู่แล้ว |
| 3. ค่าบริการผู้ดำเนินการ | ค่าจ้างผู้ให้บริการยื่นแทนและเข้าพบหน่วยงาน | ไม่นิ่ง แต่ละเจ้าตั้งราคาเอง |
ชั้นที่สองกับสามคือเหตุผลที่ผู้ให้บริการที่ทำงานจริงจะยังไม่ให้ยอดตายตัวตั้งแต่สายแรก ก่อนเสนอราคา เราจะประเมินตำแหน่งงาน สัญชาติของพนักงาน โครงสร้างบริษัท และสถานะ BOI ก่อน เพื่อยืนยันสิทธิ์และกำหนดเส้นทางที่ถูกต้อง จากนั้นจึงรวบรวมและตรวจเอกสารของทั้งฝั่งนายจ้างและพนักงาน รวมถึงงานแปลและจดหมายประกอบถ้าจำเป็น แล้วค่อยยื่นและเข้าร่วมทุกนัดกับหน่วยงาน (บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีเส้นทางยื่นผ่านศูนย์ของ BOI แยกต่างหาก ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกับที่อธิบายในบทความนี้)
ถ้าอยากเห็นภาพว่ากระบวนการยื่นทั้งเส้นมีอะไรบ้างก่อนไปคุยเรื่องราคา ดูขั้นตอนขอ Work Permit ให้พนักงานต่างชาติประกอบ แล้วจะเทียบใบเสนอราคาได้ง่ายขึ้นมาก
รายการที่ควรตั้งสำรองไว้ แต่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายประจำทุกปี

มีค่าธรรมเนียมอีกกลุ่มที่หลายคนเห็นในตารางแล้วเผลอบวกเข้าไปในงบประจำปี ทั้งที่มันเกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุให้แก้ไขใบอนุญาตระหว่างทาง อัตราตามกระทรวงแรงงานคือ
- เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง: 3,000 บาท
- เปลี่ยนหรือเพิ่มลักษณะงาน: 1,000 บาท
- เปลี่ยนหรือเพิ่มสถานที่ทำงาน: 1,000 บาท
- เปลี่ยนหรือเพิ่มเงื่อนไข: 150 บาท
- ใบแทนกรณีใบอนุญาตสูญหายหรือชำรุด: 500 บาท
วิธีวางที่ปลอดภัยคือใส่ไว้เป็นบรรทัด “สำรองกรณีแก้ไขระหว่างปี” ไม่ใช่บวกรวมเข้าไปในยอดหลัก เพราะถ้าบวกทุกรายการ งบจะดูสูงเกินจริงจนถูกตีกลับ แต่ถ้าไม่ตั้งไว้เลย พอบริษัทย้ายออฟฟิศหรือพนักงานได้รับมอบหมายงานเพิ่ม ก็ต้องกลับไปขออนุมัติใหม่กลางปี
รายการที่ควรจับตาที่สุดคือการเปลี่ยนนายจ้างที่ 3,000 บาท เพราะมีมูลค่าเท่ากับค่าใบอนุญาตหนึ่งปีเต็ม และสัมพันธ์โดยตรงกับหน้าที่ของนายจ้างที่กระทรวงแรงงานกำหนดไว้ว่า ห้ามรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน และห้ามให้ทำงานนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาต
5 คำถามที่ทำให้ใบเสนอราคาเทียบกันได้จริง

เวลาขอใบเสนอราคา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาสูงหรือต่ำ แต่อยู่ที่แต่ละเจ้าตอบมาคนละรูปแบบจนวางเทียบกันไม่ได้ ส่งห้าคำถามนี้ไปพร้อมกันทุกเจ้า แล้วคำตอบจะกลายเป็นตารางเทียบให้เอง
- ยอดนี้รวมค่าธรรมเนียมราชการแล้วหรือยัง และแยกเป็นบรรทัดให้ดูได้ไหม — ถ้าแยกไม่ได้ แปลว่าคุณเทียบได้แค่ยอดรวม ซึ่งไม่มีความหมาย
- ยอดนี้อ้างอิงระยะเวลาใบอนุญาตกี่เดือน (เพราะ 6 เดือนกับ 1 ปี ค่าธรรมเนียมต่างกันเท่าตัว)
- ค่าแปลเอกสารและจดหมายประกอบ อยู่ในยอดนี้แล้วหรือคิดแยกตามจำนวนหน้า
- ถ้าเจ้าหน้าที่ขอเอกสารเพิ่มหรือต้องเข้าพบรอบสอง มีค่าใช้จ่ายเพิ่มไหม
- ค่าต่ออายุปีถัดไปคิดเท่าไหร่ และเริ่มดำเนินการล่วงหน้ากี่วัน
เอาจริงๆ ถ้าเคสของคุณตรงไปตรงมา มีพนักงานต่างชาติคนเดียว เอกสารครบ และมีคนในทีมที่พอมีเวลาเดินเรื่องเอง คุณอาจไม่ต้องจ่ายชั้นที่สามเลย งบจริงก็จบที่ค่าธรรมเนียมราชการกับค่าแปลเอกสารเท่านั้น ค่าบริการจะเริ่มคุ้มก็ต่อเมื่อมีพนักงานหลายคน วันหมดอายุกระจายกันคนละเดือน หรือเคสมีเงื่อนไขที่ต้องตีความ ซึ่งเป็นจุดที่ความผิดพลาดแพงกว่าค่าบริการ
แล้วควรเริ่มจากตรงไหน
เปิดไฟล์งบขึ้นมา วางบรรทัดแรกเป็น 3,100 บาทต่อคนต่อปี พร้อมอ้างอิงอัตราของกระทรวงแรงงานกำกับไว้ แล้วเว้นอีกสองบรรทัดสำหรับค่าเอกสารและค่าบริการที่จะเติมเมื่อได้ใบเสนอราคาที่แยกรายการแล้ว เท่านี้เอกสารขออนุมัติของคุณก็ตอบคำถามผู้บริหารได้ครบโดยไม่ต้องเดา
ถ้าถึงจุดที่อยากให้มีคนช่วยดูว่าเคสของคุณต้องเตรียมอะไรบ้าง เราคุยให้ฟังก่อนได้โดยไม่มีข้อผูกมัด — ดูรายละเอียดบริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แล้วส่งรายละเอียดตำแหน่งกับสัญชาติพนักงานมา เราจะบอกตรงๆ ว่าเคสนี้ควรใช้บริการหรือทำเองได้

